
เข้าสู่ช่วง TCAS69 สคูป #วิศวกรรมวัสดุจบแล้วทำงานอะไร ของเราในรอบนี้ ได้รับเกียรติจาก พี่แบม หรือ ดร.แบม (MatE17, KU74, E70) มาแชร์สายงานของวิศวกรรมวัสดุ ในบริษัทด้านกฎหมายสิทธิบัตรนานาชาติ ที่ประเทศญี่ปุ่น
พี่แบม ทำงานในสาย Technology Specialist/Patent Engineer ที่บริษัท Shusaku Yamamoto, Osaka, Japan โดยทำงานร่วมกับทนายด้านกฎหมายสิทธิบัตรนานาชาติ ช่วยสนับสนุนในการวิเคราะห์ความเป็นไปได้เชิงเทคโนโลยี (technological feasibility analysis), ตรวจสอบความใหม่ (novelty) และช่วยทนายปรับแก้สิทธิบัตร
สายงานนี้ใช้ความรู้เชิงลึก ซึ่งพี่แบมได้มีพื้นฐานความรู้ด้านวัสดุศาสตร์และเซมิคอนดักเตอร์เชิงลึก จากการเรียนตรี และต่อโท-เอก ที่ Nara Institute of Science and Technology, Japan ในด้าน Semiconductor/Applied Physics ที่เป็นความเชี่ยวชาญหลักของพี่แบมในปัจจุบัน
ไปติดตามบทสัมภาษณ์พี่แบมกันได้เลยครับ
########
#MatE_KU : เชิญพี่แบมแนะนำชื่อ และตำแหน่งงานปัจจุบันได้เลยครับ
#พี่แบม : สวัสดีค่ะ ชื่อ ณัฐชา กุลมาลา ชื่อเล่น แบม ค่ะ รุ่น MatE17 KU74 E70 ค่ะ
ปัจจุบัน ทำงานอยู่ที่ SHUSAKU YAMAMOTO เป็น Intellectual property, commercial & litigation law firm (Osaka, Japan)
ตำแหน่งที่ทำงานอยู่เรียกว่า Technology Specialist หรือบางที่ก็เรียกว่า Patent engineer ค่ะ
#MatE_KU : เป็นตำแหน่งงานที่ฟังดูใหม่สำหรับน้องๆมากครับ เป็นงานที่มีความรับผิดชอบและลักษณะงานอย่างไรครับ
#พี่แบม : Technology Specialist/Patent Engineer คือ ตำแหน่งที่ประยุกต์ความรู้ด้านวิศวกรรมหรือวิทยาศาสตร์ไปช่วยทนาย เข้าใจสิ่งประดิษฐ์ ตรวจว่ามีความใหม่จริงไหม และช่วยอธิบายให้กฎหมายสิทธิบัตรเขียนออกมาได้ถูกต้องค่ะ
หน้าที่รับผิดชอบหลักๆ คือ * อ่านและทำความเข้าใจสิ่งประดิษฐ์ * ดูว่าสิ่งประดิษฐ์ใหม่กว่าของเดิมยังไง * ช่วยทนายเขียนและแก้สิทธิบัตร * ช่วยตอบคำถามหรือข้อทักท้วงจากเจ้าหน้าที่สิทธิบัตรค่ะ
#MatE_KU : ในสายงานนี้ ได้ประยุกต์ความรู้ที่เกี่ยวกับวิศวกรรมวัสดุอย่างไรบ้างครับ
#พี่แบม : ตอนนี้แบมอยู่ในทีม Computer Science and Electrical Engineering ค่ะ ได้ใช้ความรู้หลากหลายเลย โดยเฉพาะด้าน Semiconductor Materials & Devices ค่ะ
ส่วนใหญ่แบมจะได้รับผิดชอบงาน Patent ในสาย Semiconductor device, Image sensor แล้วก็ Medical device บางที่ก็มี Telecommunication device ด้วยค่ะ
ความรู้จากภาควิชาเราครอบคลุมเกี่ยวกับวัสดุซึ่งเป็นพื้นฐานของงานพวกนี้ วิชา Materials Science ได้ใช้แน่นอน หรือเอาจริงๆ แทบจะทุกวิชาที่เรียนมาเลยก็ได้ค่ะ ความรู้พื้นฐานของสาขาเราครอบคลุมกว้างมากๆค่ะ
#MatE_KU : พี่แบมเรียนจบป.ตรีจากภาควิชาฯ ก็ได้รับทุนเรียนต่อที่ Nara Institute of Science and Technology (NAIST), Japan ช่วยให้ได้ทำงานปัจจุบันที่โอซาก้า ตอนนั้นตัดสินใจอย่างไรครับในการสมัครเรียนต่อ
#พี่แบม : ในช่วงซัมเมอร์ก่อนขึ้นปีสี่ ปี 2017 แบมได้มีโอกาสไปฝึกงานที่ NAIST (ผ่านความร่วมมือของภาควิชาฯ) เป็นระยะเวลา 2 เดือน
ซึ่งตอนนั้น แบมได้ฝึกงาน 3 แลปนี้มาค่ะ (1) Surface science laboratory, (2) Photonic decice science laboratory, (3) Information device science laboratory
พอไปฝึกงานกลับมา ก็รู้สึกชอบบรรยากาศการเรียนแล้วก็บรรยากาศการทำวิจัยที่ญี่ปุ่นค่ะ บวกกับเงื่อนไขของทุนที่ทาง NAIST เสนอมาให้ด้วยว่าต้องเรียนต่อเลย ก็ตัดสินใจตกลงแบบไม่คิดเลยค่ะ
อยากไปมากๆ จริงๆคิดว่าไปเรียนตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นน่าจะมีแรงเหลือมากกว่าไปเรียนหลังจากทำงานแล้ว สมองก็ยังไม่ลืมสิ่งที่เรียนจากตอนป.ตรีด้วยค่ะ ตอนนั้นก็เลยลุย!
#MatE_KU : ช่วงที่ไปเรียนต่อ โท-เอก ในสาย semiconductor/applied physics เตรียมพร้อมอย่างไรครับ ต้องใช้วิชาพื้นฐานจากวิศวกรรมวัสดุอะไรช่วยบ้างครับ
#พี่แบม : ในคลาส ป. โท วิชาที่ได้ใช้เยอะเลยคือวิชา ElectroOpticMagnetic Materials (EOM) ค่ะ แบมทำวิจัยสาย applied physics พื้นฐานหลักๆเลยมาจากวิชา EOM เยอะค่ะ
ส่วน ป. เอก ไม่มีคลาสเรียนแล้วค่ะ วิจัยล้วนเลยค่ะ จะมีแค่คลาสภาษาญี่ปุ่น หรือ ภาษาอังกฤษ ซึ่งอันนี้ไม่ได้จำเป็นต้องเรียนทุกคน แต่แบมเรียนคลาส Academic English กับ University of Hawaii at Manoa เป็นเวลา 3 วีคค่ะ ในคลาสจะหนักไปทาง Research Discussion ค่ะ พื้นฐานทางภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นที่ดี ก็มีส่วนช่วยให้ได้ทำงานต่อที่ญี่ปุ่นหลังเรียนจบค่ะ
#MatE_KU : ถ้าน้องๆสนใจงานในสายนี้ พี่แบมแนะนำน้องๆให้เตรียมพร้อมอย่างไรบ้างครับ
#พี่แบม : ใน #ด้านความรู้ – ควรมีพื้นฐาน วิศวกรรมหรือวิทยาศาสตร์ ให้แน่น (ไม่ต้องเก่งทุกอย่าง แต่ต้องเข้าใจ logic)
– เข้าใจคร่าว ๆ ว่า สิทธิบัตรคืออะไร กฎหมายสิทธิบัตรของแต่ละประเทศเป็นยังไง (อันนี้เป็นไปเรียนรู้เอาตอนทำงานค่ะ มีเทรนนิ่งให้ละเอียด)
– ภาษาอังกฤษสำคัญมาก เพราะ spec และเอกสารส่วนใหญ่เป็นอังกฤษ �
ใน #ด้านทักษะ – น้องต้องพร้อมที่จะอ่านเยอะและจับประเด็นเก่ง (อ่านเอกสารยาว ๆ ให้รู้ว่าประเด็นอยู่ตรงไหน)
– อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย (คุยกับ Examiner/ Client)
– คิดเชิงเปรียบเทียบ ว่าอะไรเหมือน อะไรต่าง
– ใส่ใจรายละเอียด เพราะคำเดียวในเคลมของสิทธิบัตรมีผลมาก
ส่วนใน #ด้านทัศนคติ – น้องๆต้องพร้อมเปิดใจเรียนรู้กฎหมาย อดทนกับการอ่านงานใหม่ๆ ทุกวัน และเขียนเยอะมากๆค่ะ
– อดทนกับงานที่ต้องแก้หลายรอบ (และต้องพยายามเข้าใจงานของคนอื่น)
– กล้าถาม ไม่ต้องกลัวว่า “ไม่รู้” เพราะเราไม่ได้จบทางด้านกฎหมายมา
– เดดไลน์มีทุกวัน จัดการเวลาต้องดีมาก
– ชอบงานที่ต้องคิด วิเคราะห์ และใช้เหตุผล
##########
ขอบคุณพี่แบมเป็นอย่างสูงครับ ที่มาแชร์อีกสายงานหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า สาขาวิศวกรรมวัสดุ มีโอกาสต่อยอดในสายงานที่หลากหลายมาก
หากตามดูจากสกูป #วิศวกรรมวัสดุจบแล้วทำงานอะไร ของพี่ๆทุกคน อาจารย์จะภูมิใจทุกครั้งที่พบว่า ศิษย์เก่าเรา นอกจากจะทำงานด้าน materials engineers ในสายกระบวนการผลิต จะพบว่ามีทั้ง process engineers, QC, inspections, นักวิจัย และปัจจุบันเพิ่ม Patent Engineer ที่กระจายไปอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรมทั้ง ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ปิโตรเคมีและปิโตรเลียม และมากมาย
พี่แบมยังแจ้งด้วยว่า ตอนป.ตรี พี่แบมสนใจสายโลหะ เลยทำ senior project ในหัวข้อเกี่ยวกับ การพัฒนาชั้นเคลือบเพื่อป้องกันการกัดกร่อนของโลหะ แต่ในหัวข้อโปรเจคก็ได้ประยุกต์ใช้หลัก semiconductor พัฒนาชั้นเคลือบฟิล์มจากวัสดุ oxide semiconductor เพื่อป้องกันการกัดกร่อนของโลหะ ทำให้ได้มีโอกาสเรียนวิชา EOM และไปต่อยอดการฝึกงานที่ NAIST จึงได้มีโอกาสรับทุนเรียนต่อ โท-เอก ในสาขา Semiconductor/Applied Physics จนมาเป็นสายงานในปัจจุบัน
เป็นกำลังใจให้พี่แบม ประสบความสำเร็จ และสนุกกับการทำงานที่ Osaka มากๆนะครับ